เป็นเริมที่ปาก ฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม?

“อยากฉีดฟิลเลอร์ปรับทรงปากสวยๆ แต่ดันมีตุ่มน้ำใสขึ้นที่ขอบปาก… หรือเคยมีประวัติเป็นโรคเริมริมฝีปากมาก่อน แบบนี้ยังสามารถฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม?” นี่คือคำถามที่สำคัญมากในด้านความปลอดภัยครับ เพราะหากตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจเปลี่ยนการทำหัตถการความงามให้กลายเป็นฝันร้ายของการติดเชื้อลุกลามได้เลยทีเดียว!

วันนี้หมอวินจะมาตอบคำถาม “เป็นเริมที่ปาก ฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม?” พร้อมอธิบายข้อควรระวังและขั้นตอนการเตรียมตัวทางการแพทย์อย่างถูกต้องให้ทราบกันครับ

เป็นเริมที่ปาก ฉีดฟิลเลอร์ปากได้ไหม? สรุปสั้นๆ ให้ฟังตรงนี้

คำตอบแบ่งเป็น 2 กรณีที่ชัดเจนครับ:

  1. หากกำลังมีอาการกำเริบ (มีตุ่มน้ำใส แสบร้อน หรือแผลตกสะเก็ด): “ห้ามฉีดเด็ดขาด! (Strictly Forbidden)” ต้องรอให้แผลหายสนิทดีก่อนอย่างน้อย 2 ถึง 4 สัปดาห์
  2. หากเคยเป็นในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีอาการ: “ฉีดได้ครับ” แต่ต้องแจ้งหมอวินล่วงหน้าเพื่อพิจารณาทานยาต้านไวรัสป้องกันการกำเริบก่อนและหลังทำหัตถการครับ

3 เหตุผลทางการแพทย์: ทำไมถึงห้ามฉีดฟิลเลอร์ขณะเป็นเริม?

โรคเริมริมฝีปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Herpes Simplex Virus Type 1 (HSV-1) ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท การฉีดฟิลเลอร์ขณะที่เชื้อกำลังเจริญเติบโตจะส่งผลเสียร้ายแรงดังนี้ครับ:

  • 1. เข็มฉีดฟิลเลอร์เป็นตัวนำพาเชื้อไวรัสกระจายทั่วริมฝีปาก: ยามที่เชื้อไวรัสกำลังแบ่งตัวอยู่บริเวณตุ่มน้ำ การใช้เข็มจิ้มแทงผ่านบริเวณนั้น จะทำให้เชื้อไวรัสติดไปกับปลายเข็มและกระจายไปทั่วทุกบริเวณที่ฉีด ส่งผลให้ตุ่มเริมที่เคยขึ้นแค่จุดเล็กๆ ลุกลามกระจายเต็มริมฝีปากทั้งบนและล่างได้ครับ
  • 2. เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน (Secondary Infection): ตุ่มน้ำของโรคเริมจะแตกออกเป็นแผลเปิด ยามที่แผลเปิดนี้สัมผัสกับเนื้อเจลฟิลเลอร์และแผลเข็มใหม่ จะเพิ่มความเสี่ยงสูงมากที่เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ชั้นลึก จนเกิดการอักเสบ เป็นหนอง และทำให้เนื้อเยื่อบริเวณริมฝีปากเสียหายหรือเป็นแผลเป็นถาวรได้ครับ
  • 3. ยับยั้งการสมานแผลและทำให้ฟิลเลอร์เสียทรง: การอักเสบจากไวรัสจะทำให้ริมฝีปากบวมพองผิดปกติ เนื้อเจลฟิลเลอร์จะไม่สามารถเซ็ตตัวหรือยึดเกาะกับเนื้อเยื่อได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ทรงปากที่ฉีดออกมาเบี้ยวเอียง เป็นก้อนขรุขระ หรือฟิลเลอร์สลายตัวเร็วกว่ากำหนดครับ

แนวทางสำหรับผู้ที่มีประวัติเคยเป็นเริม (อยากฉีดปากอย่างไรให้ปลอดภัย?)

การที่เคยเป็นโรคเริมในอดีต ไม่ได้หมายความว่าคุณหมดสิทธิ์ฉีดฟิลเลอร์ปากตลอดชีวิตครับ! เพียงแค่ปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยทางการแพทย์ที่หมอวินแนะนำดังนี้:

  • 1. แจ้งประวัติการเป็นเริมให้หมอวินทราบก่อนเสมอ: แม้จะไม่มีอาการมานานหลายปี แต่การถูกเข็มฉีดและการบอบช้ำชั่วคราวจากการทำหัตถการ ถือเป็นสิ่งกระตุ้น (Trigger) ที่อาจทำให้เชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่ตื่นตัวขึ้นมาได้ครับ
  • 2. ทานยาต้านไวรัสป้องกันล่วงหน้า (Prophylactic Antiviral Therapy): สำหรับเคสที่เคยเป็นเริมบ่อยๆ หมอวินจะจ่ายยาต้านไวรัส (เช่น Acyclovir หรือ Valacyclovir) ให้คนไข้ทานป้องกันล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนวันฉีดฟิลเลอร์ และทานต่อเนื่องหลังฉีดอีก 3 ถึง 5 วัน เพื่อบล็อกไม่ให้เชื้อไวรัสกำเริบขึ้นมาครับ
  • 3. เลื่อนนัดทันทีหากรู้สึกมีอาการเตือน (Prodromal Symptoms): หากถึงวันนัดแล้วคุณเริ่มรู้สึก “ตึงๆ คันๆ ยิบๆ หรือแสบร้อนผ่าว” บริเวณขอบปาก แม้จะยังไม่เห็นตุ่มน้ำชัดเจน ให้รีบแจ้งขอเลื่อนนัดกับทางคลินิกทันทีครับ เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนว่าเชื้อไวรัสกำลังจะกำเริบแล้ว

สรุปคำแนะนำจากหมอวิน

ความสวยงามต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยเสมอครับ “หากกำลังเป็นเริมอยู่ ให้รักษาให้หายขาดก่อน” แล้วค่อยมาปั้นทรงปากสวยๆ กันทีหลัง ยอมเสียเวลารอเพียงไม่กี่สัปดาห์ ดีกว่าเสี่ยงให้ปากติดเชื้อลุกลามครับ

ที่ DoctorWin Clinic หมอวินให้ความสำคัญกับการซักประวัติและประเมินสภาพริมฝีปากของคนไข้อย่างละเอียดในทุกเคส พร้อมมีมาตรการดูแลป้องกันสำหรับคนไข้ที่มีประวัติโรคเริม เพื่อให้ทุกคนได้ทรงปากที่สวย อวบอิ่ม ละมุน และปลอดภัยสูงสุดกลับบ้านไปครับ

หากคุณไม่แน่ใจว่าตุ่มบริเวณปากของคุณใช่เริมหรือไม่ หรืออยากปรึกษาเรื่องการเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ สามารถส่งรูปถ่ายมาให้หมอวินช่วยประเมินก่อนได้เลยนะครับ แล้วพบกันที่ DoctorWin Clinic นะครับ

ที่ DoctorWin Clinic คลินิกเสริมความงามที่มุ่งเน้นด้านการปรับรูปหน้าโดยเฉพาะ ด้วยเทคนิคเติมเต็มถึงชั้นกระดูก จากฟิลเลอร์ที่ผ่านมาตรฐานทางการแพทย์ ดูแลโดย คุณหมอวิน นพ.เวชพิสิทธิ์ พนาวร ว.57819 ประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ทุกส่วนบนใบหน้า โดยเฉพาะ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม DoctorWin Clinic ใช้ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ มีมาตรฐานตามคลินิกชั้นนำในการให้บริการ พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง